ภาษีตลาดนัดและตลาดสดมีอะไรบ้าง? ที่เจ้าของตลาดควรรู้ อัปเดตปี 2569

เจ้าของตลาดควรแยกรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการ ค่าสาธารณูปโภค และรายรับประเภทอื่นให้ชัดเจน เพราะรายได้แต่ละประเภทอาจมีวิธีพิจารณาภาษีแตกต่างกัน พร้อมจัดเก็บสัญญา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานรับเงิน และรายงานรายรับให้เชื่อมโยงกับแต่ละรายการ

ภาระภาษีของตลาดขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการ ลักษณะของรายได้ ผู้จ่ายเงิน และกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง บทความนี้จึงเป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะกิจการ เจ้าของตลาดควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนยื่นแบบ

เจ้าของตลาดต้องรับผิดชอบภาษีอะไรบ้าง?

เจ้าของตลาดอาจมีภาระภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามรูปแบบกิจการและลักษณะรายรับ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้เช่าหรือผู้จ่ายเงินอาจหักจากค่าเช่า โดยภาระจริงขึ้นอยู่กับประเภทคู่สัญญา รายการที่เรียกเก็บ และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน

ภาษีหลักที่ควรตรวจสอบ ได้แก่

1. ภาษีเงินได้จากรายรับของตลาด

รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินของบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปเข้าลักษณะเงินได้ตามมาตรา 40(5) และสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาตามประเภททรัพย์สิน ส่วนตลาดที่ดำเนินงานในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องนำรายได้และค่าใช้จ่ายมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม หากมีการเรียกเก็บค่าบริการ ค่าสาธารณูปโภค หรือรายรับจากกิจกรรมอื่นร่วมด้วย ควรแยกรายการตามลักษณะธุรกรรมจริง ไม่ควรรวมรายรับทั้งหมดไว้ในหมวดค่าเช่าโดยอัตโนมัติ

เจ้าของตลาดควรแยกรายได้ให้ชัดเจน เช่น

  • ค่าเช่าแผงค้า
  • ค่าบริการส่วนกลาง
  • ค่าน้ำและค่าไฟ
  • ค่าจอดรถ
  • ค่าโฆษณา
  • รายได้จากกิจกรรมหรือพื้นที่ชั่วคราว

สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างค่าเช่าแผงและค่าบริการ เพื่อวางหมวดรายรับให้เหมาะสมก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี

2. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าเช่าและค่าบริการ

การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีการส่งมอบสิทธิครอบครองพื้นที่ให้ผู้เช่า โดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ค่าบริการอื่น เช่น ค่าสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าบริการส่วนกลาง หรือการให้ใช้พื้นที่ชั่วคราวพร้อมบริการ อาจเป็นรายการที่อยู่ในบังคับ VAT

ตลาดจึงควรแยกค่าเช่าออกจากค่าบริการตามลักษณะธุรกรรมจริง แม้จะเรียกเก็บภายในใบแจ้งหนี้ใบเดียวกันก็ตาม หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยทั่วไปต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับส่วนดังกล่าวเกินเกณฑ์

3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อผู้เช่าที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายค่าเช่า โดยทั่วไปผู้เช่าอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เจ้าของตลาดจึงควรติดตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและเชื่อมเอกสารดังกล่าวกับใบแจ้งหนี้ของผู้เช่าแต่ละราย

ยอดเงินที่ได้รับจริงอาจต่ำกว่ายอดตามใบแจ้งหนี้โดยไม่ได้หมายความว่าผู้เช่าค้างชำระเสมอไป เพราะส่วนต่างอาจเป็นภาษีที่ถูกหักและนำส่งแล้ว เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบยอดโอนและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายควบคู่กันก่อนอัปเดตสถานะการชำระ

4. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

หากเจ้าของตลาดเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษี โดยทั่วไปจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์จะมีหน้าที่ในกรณีที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐตามเงื่อนไขกฎหมาย

จำนวนภาษีขึ้นอยู่กับราคาประเมินทุนทรัพย์ ลักษณะการใช้ประโยชน์ และข้อมูลที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ประเมิน เจ้าของตลาดจึงควรตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนังสือแจ้งประเมินของแต่ละปี

การให้เช่าพื้นที่ในตลาดต้องเตรียมเอกสารอะไรสำหรับการยื่นภาษี?

เจ้าของตลาดควรเตรียมเอกสารที่เชื่อมโยงรายได้แต่ละรายการได้ตั้งแต่สัญญา การออกบิล ไปจนถึงการรับชำระ ไม่ควรเก็บเฉพาะยอดรวมปลายเดือน เพราะสำนักงานบัญชีอาจต้องตรวจสอบว่าเงินแต่ละก้อนมาจากค่าเช่า ค่าบริการ หรือรายรับประเภทใด

เอกสารสำคัญ ได้แก่

  • สัญญาเช่าพื้นที่และเอกสารต่อสัญญา
  • ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล
  • ใบเสร็จรับเงิน
  • ใบกำกับภาษี สำหรับรายการที่อยู่ในบังคับ VAT และออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียน
  • หลักฐานการโอนหรือรับเงินสด
  • หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  • รายงานรายรับแยกตามประเภท
  • เอกสารค่าใช้จ่ายและใบกำกับภาษีซื้อ
  • รายละเอียดเงินประกันและเงินรับล่วงหน้า

ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ใช้ประกอบการลงบัญชีไว้อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี โดยสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ทั้งนี้ เอกสารบางประเภทยังอาจมีระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมายภาษีหรือข้อพิพาทที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีก่อนทำลายเอกสาร

การจัดเก็บข้อมูลรายรับให้เป็นระบบช่วยเรื่องภาษีอย่างไร?

การจัดเก็บรายรับอย่างเป็นระบบช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าออกบิลให้ใคร รับเงินเมื่อใด เป็นรายได้ประเภทใด และมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือ VAT เกี่ยวข้องหรือไม่ เมื่อข้อมูลเชื่อมต่อกัน เจ้าหน้าที่จะรวบรวมรายงานให้สำนักงานบัญชีได้เร็วและลดโอกาสนำยอดซ้ำหรือตกหล่น

แนวทางจัดข้อมูลที่ควรใช้ ได้แก่

  1. แยกค่าเช่าออกจากค่าบริการและค่าสาธารณูปโภค
  2. เชื่อมใบแจ้งหนี้กับผู้ค้าและหมายเลขแผง
  3. บันทึกวันที่และช่องทางรับชำระ
  4. แยกฐานภาษี VAT ภาษีขาย และยอดหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้อง
  5. แนบหลักฐานรับเงินกับรายการที่เกี่ยวข้อง
  6. สรุปรายรับตามวัน เดือน และประเภท
  7. ตรวจสอบยอดกับบัญชีธนาคารก่อนปิดรอบ

การใช้ระบบเก็บเงินค่าเช่าตลาดช่วยเชื่อมการออกบิล สถานะรับชำระ และรายรับของแต่ละแผงไว้ในกระบวนการเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงลดเวลาค้นหาข้อมูลจากสมุด เอกสาร และไฟล์ Excel หลายชุดก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี

ก่อนยื่นภาษี เจ้าของตลาดควรตรวจสอบข้อมูลอะไรบ้าง?

ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี ควรตรวจสอบว่ารายรับครบถ้วน เอกสารตรงกับยอดรับจริง และแยกประเภทรายได้ถูกต้อง โดยเฉพาะรายการที่มีการรับบางส่วน หัก ณ ที่จ่าย รับล่วงหน้า คืนเงิน หรือยกเลิกบิล เพราะเป็นจุดที่ทำให้ยอดรายงานคลาดเคลื่อนได้ง่าย

เช็กลิสต์ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีประกอบด้วย

  • ใบแจ้งหนี้ทุกใบมีสถานะครบหรือไม่
  • ยอดรับชำระตรงกับธนาคารและเงินสดหรือไม่
  • ค่าเช่าและค่าบริการถูกแยกแล้วหรือไม่
  • เงินรับล่วงหน้าและเงินประกันถูกแยกจากรายรับประเภทอื่นหรือไม่
  • หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายครบหรือไม่
  • ใบกำกับภาษีออกเฉพาะรายการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่
  • รายการยกเลิกและคืนเงินถูกบันทึกหรือไม่
  • รายงานรายรับตรงกับข้อมูลที่ส่งสำนักงานบัญชีหรือไม่

กำหนดยื่นแบบแต่ละประเภทแตกต่างกัน เจ้าของตลาดควรตรวจสอบปฏิทินภาษีล่าสุดจากกรมสรรพากรทุกครั้ง ไม่ควรใช้กำหนดการของปีก่อนโดยอัตโนมัติ

การมีรายงานทางการเงินที่อัปเดตอยู่เสมอมีประโยชน์อย่างไร?

รายงานที่อัปเดตช่วยให้เจ้าของตลาดเห็นทั้งรายรับ ยอดค้าง และสถานะการรับชำระระหว่างเดือน จึงไม่ต้องรอรวบรวมข้อมูลครั้งใหญ่ก่อนยื่นภาษี นอกจากนี้ยังช่วยวางแผนกระแสเงินสด ตรวจสอบความผิดปกติ และเตรียมข้อมูลให้สำนักงานบัญชีได้อย่างต่อเนื่อง

ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด ได้แก่

  • ติดตามรายรับจริงได้เป็นประจำ
  • ตรวจสอบยอดค้างและยอดรับบางส่วน
  • เปรียบเทียบรายได้แต่ละเดือน
  • วางแผนเงินสดสำหรับภาษีและค่าใช้จ่าย
  • ลดเวลารวบรวมเอกสารช่วงปิดรอบ
  • ตรวจพบข้อมูลผิดก่อนนำไปยื่นแบบ

Horga Market ระบบจัดการตลาดช่วยเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้อย่างไร?

ระบบจัดการพื้นที่เช่าช่วยเชื่อมข้อมูลผู้เช่า ใบแจ้งหนี้ การรับชำระ และรายงานรายรับไว้ในฐานข้อมูลเดียว เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบประวัติ สรุปข้อมูลตามช่วงเวลา และเตรียมรายการส่งให้สำนักงานบัญชีได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องรวมตัวเลขจากหลายไฟล์ด้วยตนเอง

ตัวอย่างเช่น Horga Market ระบบบริหารจัดการตลาดและพื้นที่เช่า ช่วยรวมข้อมูลแผง ผู้ค้า สัญญา การออกบิล สถานะการชำระ และรายงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการจัดทำบัญชี แต่ยังต้องผ่านการตรวจสอบ กระทบยอด และจัดประเภทภาษีโดยผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของกิจการ

ระบบช่วยสนับสนุนงานได้ดังนี้

  • เชื่อมใบแจ้งหนี้กับผู้ค้าและแผง
  • บันทึกประวัติการรับชำระ
  • แยกสถานะจ่ายครบ จ่ายบางส่วน และค้างชำระ
  • สรุปรายรับตามช่วงเวลา
  • เรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้รวดเร็ว
  • ลดการรวมข้อมูลจาก Excel หลายชุด
  • เตรียมรายงานส่งต่อให้สำนักงานบัญชี

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เจ้าของตลาดที่มีผู้ค้าหลายรายมักเจอปัญหาอะไรเมื่อต้องเตรียมข้อมูลภาษี?

ข้อมูลรายรับและเอกสารที่เกี่ยวข้องอาจกระจายอยู่หลายแหล่งจนตรวจสอบได้ยาก โดยเฉพาะยอดค่าเช่า ค่าบริการ เงินประกัน รายการรับชำระ และเอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชี จึงควรจัดเก็บข้อมูลแต่ละรายการให้เป็นระบบและตรวจสอบย้อนหลังได้

รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการของตลาดควรแยกข้อมูลอย่างไรเมื่อต้องตรวจสอบภาษี?

ควรแยกประเภทรายรับและตรวจสอบยอดให้ตรงกับรายการเรียกเก็บและการรับเงินจริง เพราะค่าเช่า ค่าบริการ เงินประกัน หรือเงินรับล่วงหน้าอาจมีลักษณะทางภาษีแตกต่างกัน การมีรายละเอียดของแต่ละรายการจึงช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งต่อผู้ทำบัญชีได้ง่ายขึ้น

Horga Market ช่วยจัดเตรียมข้อมูลรายรับของตลาดสำหรับงานบัญชีและภาษีอย่างไร?

Horga Market คือโปรแกรมจัดการตลาดที่ช่วยรวบรวมข้อมูลผู้ค้า การออกบิล การรับชำระ และรายงานรายรับไว้ในระบบเดียว เจ้าของตลาดสามารถค้นหาประวัติรายการและตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้สะดวกขึ้น ทำให้การรวบรวมข้อมูลเพื่อส่งต่อสำนักงานบัญชีเป็นระบบมากกว่าเดิม

โปรแกรมบริหารตลาดช่วยจัดเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ตรวจสอบก่อนยื่นภาษีได้หรือไม่?

Horga Market คือโปรแกรมบริหารตลาดที่ช่วยจัดเก็บข้อมูลการเรียกเก็บและการชำระเงินของผู้ค้าอย่างเป็นระบบ ทำให้เจ้าของตลาดตรวจสอบยอดรับและประวัติรายการที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำบัญชีหรือส่งต่อให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบต่อได้

Horga Market กับ Myket Pro ช่วยจัดการข้อมูลรายรับเพื่อส่งต่อสำนักงานบัญชีแตกต่างกันอย่างไร?

Horga Market เป็นชื่อปัจจุบันของผลิตภัณฑ์ที่เดิมใช้ชื่อ Myket Pro และพัฒนาต่อเพื่อช่วยจัดการข้อมูลทางธุรกิจของตลาดให้เป็นระบบมากขึ้น เจ้าของตลาดที่เคยใช้ Myket Pro จึงสามารถเชื่อมโยงการจัดการข้อมูลผู้ค้า การออกบิล และการรับชำระกับ Horga Market ในปัจจุบันได้ โดยข้อมูลที่จัดเก็บในระบบสามารถนำไปใช้ประกอบการตรวจสอบและเตรียมข้อมูลสำหรับงานบัญชีได้ ทั้งนี้ การคำนวณและยื่นภาษีควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบอีกครั้ง

Scroll to Top