เจ้าของตลาดควรแยกรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ ค่าบริการ ค่าสาธารณูปโภค และรายรับประเภทอื่นให้ชัดเจน เพราะรายได้แต่ละประเภทอาจมีวิธีพิจารณาภาษีแตกต่างกัน พร้อมจัดเก็บสัญญา ใบแจ้งหนี้ หลักฐานรับเงิน และรายงานรายรับให้เชื่อมโยงกับแต่ละรายการ
ภาระภาษีของตลาดขึ้นอยู่กับรูปแบบกิจการ ลักษณะของรายได้ ผู้จ่ายเงิน และกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง บทความนี้จึงเป็นแนวทางเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีเฉพาะกิจการ เจ้าของตลาดควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนยื่นแบบ
เจ้าของตลาดต้องรับผิดชอบภาษีอะไรบ้าง?
เจ้าของตลาดอาจมีภาระภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามรูปแบบกิจการและลักษณะรายรับ นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ผู้เช่าหรือผู้จ่ายเงินอาจหักจากค่าเช่า โดยภาระจริงขึ้นอยู่กับประเภทคู่สัญญา รายการที่เรียกเก็บ และกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน
ภาษีหลักที่ควรตรวจสอบ ได้แก่
1. ภาษีเงินได้จากรายรับของตลาด
รายได้จากการให้เช่าทรัพย์สินของบุคคลธรรมดาโดยทั่วไปเข้าลักษณะเงินได้ตามมาตรา 40(5) และสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจริงหรือแบบเหมาตามประเภททรัพย์สิน ส่วนตลาดที่ดำเนินงานในรูปบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องนำรายได้และค่าใช้จ่ายมาคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม หากมีการเรียกเก็บค่าบริการ ค่าสาธารณูปโภค หรือรายรับจากกิจกรรมอื่นร่วมด้วย ควรแยกรายการตามลักษณะธุรกรรมจริง ไม่ควรรวมรายรับทั้งหมดไว้ในหมวดค่าเช่าโดยอัตโนมัติ
เจ้าของตลาดควรแยกรายได้ให้ชัดเจน เช่น
- ค่าเช่าแผงค้า
- ค่าบริการส่วนกลาง
- ค่าน้ำและค่าไฟ
- ค่าจอดรถ
- ค่าโฆษณา
- รายได้จากกิจกรรมหรือพื้นที่ชั่วคราว
สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างค่าเช่าแผงและค่าบริการ เพื่อวางหมวดรายรับให้เหมาะสมก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี
บริหารรายรับค่าเช่าและข้อมูลผู้ค้าได้ง่ายขึ้น ด้วย Horga Market
2. ภาษีมูลค่าเพิ่มของค่าเช่าและค่าบริการ
การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ที่มีการส่งมอบสิทธิครอบครองพื้นที่ให้ผู้เช่า โดยทั่วไปได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ค่าบริการอื่น เช่น ค่าสิ่งอำนวยความสะดวก ค่าบริการส่วนกลาง หรือการให้ใช้พื้นที่ชั่วคราวพร้อมบริการ อาจเป็นรายการที่อยู่ในบังคับ VAT
ตลาดจึงควรแยกค่าเช่าออกจากค่าบริการตามลักษณะธุรกรรมจริง แม้จะเรียกเก็บภายในใบแจ้งหนี้ใบเดียวกันก็ตาม หากมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการที่อยู่ในบังคับ VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยทั่วไปต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับจากวันที่รายรับส่วนดังกล่าวเกินเกณฑ์
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เมื่อผู้เช่าที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจ่ายค่าเช่า โดยทั่วไปผู้เช่าอาจมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 5% ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เจ้าของตลาดจึงควรติดตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายและเชื่อมเอกสารดังกล่าวกับใบแจ้งหนี้ของผู้เช่าแต่ละราย
ยอดเงินที่ได้รับจริงอาจต่ำกว่ายอดตามใบแจ้งหนี้โดยไม่ได้หมายความว่าผู้เช่าค้างชำระเสมอไป เพราะส่วนต่างอาจเป็นภาษีที่ถูกหักและนำส่งแล้ว เจ้าหน้าที่ควรตรวจสอบยอดโอนและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายควบคู่กันก่อนอัปเดตสถานะการชำระ

4. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
หากเจ้าของตลาดเป็นเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ณ วันที่ 1 มกราคมของปีภาษี โดยทั่วไปจะเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนผู้ครอบครองหรือใช้ประโยชน์จะมีหน้าที่ในกรณีที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างของรัฐตามเงื่อนไขกฎหมาย
จำนวนภาษีขึ้นอยู่กับราคาประเมินทุนทรัพย์ ลักษณะการใช้ประโยชน์ และข้อมูลที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้ประเมิน เจ้าของตลาดจึงควรตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนังสือแจ้งประเมินของแต่ละปี
การให้เช่าพื้นที่ในตลาดต้องเตรียมเอกสารอะไรสำหรับการยื่นภาษี?
เจ้าของตลาดควรเตรียมเอกสารที่เชื่อมโยงรายได้แต่ละรายการได้ตั้งแต่สัญญา การออกบิล ไปจนถึงการรับชำระ ไม่ควรเก็บเฉพาะยอดรวมปลายเดือน เพราะสำนักงานบัญชีอาจต้องตรวจสอบว่าเงินแต่ละก้อนมาจากค่าเช่า ค่าบริการ หรือรายรับประเภทใด
เอกสารสำคัญ ได้แก่
- สัญญาเช่าพื้นที่และเอกสารต่อสัญญา
- ใบแจ้งหนี้หรือใบวางบิล
- ใบเสร็จรับเงิน
- ใบกำกับภาษี สำหรับรายการที่อยู่ในบังคับ VAT และออกโดยผู้ประกอบการจดทะเบียน
- หลักฐานการโอนหรือรับเงินสด
- หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
- รายงานรายรับแยกตามประเภท
- เอกสารค่าใช้จ่ายและใบกำกับภาษีซื้อ
- รายละเอียดเงินประกันและเงินรับล่วงหน้า
ผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีต้องเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ใช้ประกอบการลงบัญชีไว้อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันปิดบัญชี โดยสารวัตรใหญ่บัญชีหรือสารวัตรบัญชีมีอำนาจกำหนดให้เก็บเกิน 5 ปีได้ แต่ไม่เกิน 7 ปี ทั้งนี้ เอกสารบางประเภทยังอาจมีระยะเวลาจัดเก็บตามกฎหมายภาษีหรือข้อพิพาทที่แตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบกับผู้ทำบัญชีก่อนทำลายเอกสาร
การจัดเก็บข้อมูลรายรับให้เป็นระบบช่วยเรื่องภาษีอย่างไร?
การจัดเก็บรายรับอย่างเป็นระบบช่วยให้ตรวจสอบได้ว่าออกบิลให้ใคร รับเงินเมื่อใด เป็นรายได้ประเภทใด และมีภาษีหัก ณ ที่จ่ายหรือ VAT เกี่ยวข้องหรือไม่ เมื่อข้อมูลเชื่อมต่อกัน เจ้าหน้าที่จะรวบรวมรายงานให้สำนักงานบัญชีได้เร็วและลดโอกาสนำยอดซ้ำหรือตกหล่น
แนวทางจัดข้อมูลที่ควรใช้ ได้แก่
- แยกค่าเช่าออกจากค่าบริการและค่าสาธารณูปโภค
- เชื่อมใบแจ้งหนี้กับผู้ค้าและหมายเลขแผง
- บันทึกวันที่และช่องทางรับชำระ
- แยกฐานภาษี VAT ภาษีขาย และยอดหัก ณ ที่จ่ายเฉพาะรายการที่เกี่ยวข้อง
- แนบหลักฐานรับเงินกับรายการที่เกี่ยวข้อง
- สรุปรายรับตามวัน เดือน และประเภท
- ตรวจสอบยอดกับบัญชีธนาคารก่อนปิดรอบ
การใช้ระบบเก็บเงินค่าเช่าตลาดช่วยเชื่อมการออกบิล สถานะรับชำระ และรายรับของแต่ละแผงไว้ในกระบวนการเดียวกัน เจ้าหน้าที่จึงลดเวลาค้นหาข้อมูลจากสมุด เอกสาร และไฟล์ Excel หลายชุดก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี
ลดความยุ่งยากในการจัดการบัญชีตลาด ด้วย Horga Market ทดลองใช้ฟรี
ก่อนยื่นภาษี เจ้าของตลาดควรตรวจสอบข้อมูลอะไรบ้าง?
ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชี ควรตรวจสอบว่ารายรับครบถ้วน เอกสารตรงกับยอดรับจริง และแยกประเภทรายได้ถูกต้อง โดยเฉพาะรายการที่มีการรับบางส่วน หัก ณ ที่จ่าย รับล่วงหน้า คืนเงิน หรือยกเลิกบิล เพราะเป็นจุดที่ทำให้ยอดรายงานคลาดเคลื่อนได้ง่าย
เช็กลิสต์ก่อนส่งข้อมูลให้สำนักงานบัญชีประกอบด้วย
- ใบแจ้งหนี้ทุกใบมีสถานะครบหรือไม่
- ยอดรับชำระตรงกับธนาคารและเงินสดหรือไม่
- ค่าเช่าและค่าบริการถูกแยกแล้วหรือไม่
- เงินรับล่วงหน้าและเงินประกันถูกแยกจากรายรับประเภทอื่นหรือไม่
- หนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายครบหรือไม่
- ใบกำกับภาษีออกเฉพาะรายการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีข้อมูลครบถ้วนหรือไม่
- รายการยกเลิกและคืนเงินถูกบันทึกหรือไม่
- รายงานรายรับตรงกับข้อมูลที่ส่งสำนักงานบัญชีหรือไม่
กำหนดยื่นแบบแต่ละประเภทแตกต่างกัน เจ้าของตลาดควรตรวจสอบปฏิทินภาษีล่าสุดจากกรมสรรพากรทุกครั้ง ไม่ควรใช้กำหนดการของปีก่อนโดยอัตโนมัติ
การมีรายงานทางการเงินที่อัปเดตอยู่เสมอมีประโยชน์อย่างไร?
รายงานที่อัปเดตช่วยให้เจ้าของตลาดเห็นทั้งรายรับ ยอดค้าง และสถานะการรับชำระระหว่างเดือน จึงไม่ต้องรอรวบรวมข้อมูลครั้งใหญ่ก่อนยื่นภาษี นอกจากนี้ยังช่วยวางแผนกระแสเงินสด ตรวจสอบความผิดปกติ และเตรียมข้อมูลให้สำนักงานบัญชีได้อย่างต่อเนื่อง
ประโยชน์ที่เห็นได้ชัด ได้แก่
- ติดตามรายรับจริงได้เป็นประจำ
- ตรวจสอบยอดค้างและยอดรับบางส่วน
- เปรียบเทียบรายได้แต่ละเดือน
- วางแผนเงินสดสำหรับภาษีและค่าใช้จ่าย
- ลดเวลารวบรวมเอกสารช่วงปิดรอบ
- ตรวจพบข้อมูลผิดก่อนนำไปยื่นแบบ
Horga Market ระบบจัดการตลาดช่วยเตรียมข้อมูลสำหรับการจัดทำบัญชีและยื่นภาษีได้อย่างไร?
ระบบจัดการพื้นที่เช่าช่วยเชื่อมข้อมูลผู้เช่า ใบแจ้งหนี้ การรับชำระ และรายงานรายรับไว้ในฐานข้อมูลเดียว เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบประวัติ สรุปข้อมูลตามช่วงเวลา และเตรียมรายการส่งให้สำนักงานบัญชีได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องรวมตัวเลขจากหลายไฟล์ด้วยตนเอง
ตัวอย่างเช่น Horga Market ระบบบริหารจัดการตลาดและพื้นที่เช่า ช่วยรวมข้อมูลแผง ผู้ค้า สัญญา การออกบิล สถานะการชำระ และรายงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนการจัดทำบัญชี แต่ยังต้องผ่านการตรวจสอบ กระทบยอด และจัดประเภทภาษีโดยผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีของกิจการ
ระบบช่วยสนับสนุนงานได้ดังนี้
- เชื่อมใบแจ้งหนี้กับผู้ค้าและแผง
- บันทึกประวัติการรับชำระ
- แยกสถานะจ่ายครบ จ่ายบางส่วน และค้างชำระ
- สรุปรายรับตามช่วงเวลา
- เรียกดูข้อมูลย้อนหลังได้รวดเร็ว
- ลดการรวมข้อมูลจาก Excel หลายชุด
- เตรียมรายงานส่งต่อให้สำนักงานบัญชี
จัดการข้อมูลตลาดให้เป็นระบบ พร้อมดูรายรับได้ง่ายๆ คลิกเลย!
FAQ (FAQ)
เจ้าของตลาดที่มีผู้ค้าหลายรายมักเจอปัญหาอะไรเมื่อต้องเตรียมข้อมูลภาษี?
ข้อมูลรายรับและเอกสารที่เกี่ยวข้องอาจกระจายอยู่หลายแหล่งจนตรวจสอบได้ยาก โดยเฉพาะยอดค่าเช่า ค่าบริการ เงินประกัน รายการรับชำระ และเอกสารที่ต้องส่งให้สำนักงานบัญชี จึงควรจัดเก็บข้อมูลแต่ละรายการให้เป็นระบบและตรวจสอบย้อนหลังได้
รายได้จากค่าเช่าและค่าบริการของตลาดควรแยกข้อมูลอย่างไรเมื่อต้องตรวจสอบภาษี?
ควรแยกประเภทรายรับและตรวจสอบยอดให้ตรงกับรายการเรียกเก็บและการรับเงินจริง เพราะค่าเช่า ค่าบริการ เงินประกัน หรือเงินรับล่วงหน้าอาจมีลักษณะทางภาษีแตกต่างกัน การมีรายละเอียดของแต่ละรายการจึงช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลก่อนส่งต่อผู้ทำบัญชีได้ง่ายขึ้น
Horga Market ช่วยจัดเตรียมข้อมูลรายรับของตลาดสำหรับงานบัญชีและภาษีอย่างไร?
Horga Market คือโปรแกรมจัดการตลาดที่ช่วยรวบรวมข้อมูลผู้ค้า การออกบิล การรับชำระ และรายงานรายรับไว้ในระบบเดียว เจ้าของตลาดสามารถค้นหาประวัติรายการและตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้สะดวกขึ้น ทำให้การรวบรวมข้อมูลเพื่อส่งต่อสำนักงานบัญชีเป็นระบบมากกว่าเดิม
โปรแกรมบริหารตลาดช่วยจัดเก็บข้อมูลที่ต้องใช้ตรวจสอบก่อนยื่นภาษีได้หรือไม่?
Horga Market คือโปรแกรมบริหารตลาดที่ช่วยจัดเก็บข้อมูลการเรียกเก็บและการชำระเงินของผู้ค้าอย่างเป็นระบบ ทำให้เจ้าของตลาดตรวจสอบยอดรับและประวัติรายการที่เกี่ยวข้องได้ง่ายขึ้น และสามารถนำข้อมูลไปประกอบการจัดทำบัญชีหรือส่งต่อให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบต่อได้
Horga Market กับ Myket Pro ช่วยจัดการข้อมูลรายรับเพื่อส่งต่อสำนักงานบัญชีแตกต่างกันอย่างไร?
Horga Market เป็นชื่อปัจจุบันของผลิตภัณฑ์ที่เดิมใช้ชื่อ Myket Pro และพัฒนาต่อเพื่อช่วยจัดการข้อมูลทางธุรกิจของตลาดให้เป็นระบบมากขึ้น เจ้าของตลาดที่เคยใช้ Myket Pro จึงสามารถเชื่อมโยงการจัดการข้อมูลผู้ค้า การออกบิล และการรับชำระกับ Horga Market ในปัจจุบันได้ โดยข้อมูลที่จัดเก็บในระบบสามารถนำไปใช้ประกอบการตรวจสอบและเตรียมข้อมูลสำหรับงานบัญชีได้ ทั้งนี้ การคำนวณและยื่นภาษีควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจสอบอีกครั้ง
